กฎหมายการแพทย์ (Medical Law) ถือเป็นสาขาของกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อนและมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุดแขนงหนึ่ง เนื่องจากเป็นจุดตัดที่บรรจบกันระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลักจริยธรรมวิชาชีพ สิทธิมนุษยชนสากล และหลักนิติศาสตร์ หัวใจสำคัญของกฎหมายการแพทย์มิได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการวางกรอบความประพฤติและมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในฐานะผู้ป่วย โดยมีรากฐานทางปรัชญาที่พยายามรักษาสมดุลระหว่าง "อำนาจและหน้าที่ในการรักษาพยาบาล" (Paternalism) ของบุคลากรทางการแพทย์ และ "สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง" (Patient Autonomy หรือ Self-determination) ของผู้รับบริการ
การวิเคราะห์สาระสำคัญของกฎหมายการแพทย์ในประเทศไทยอย่างถ่องแท้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นจากการสืบสาวทำความเข้าใจวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อิทธิพลของกฎหมายระหว่างประเทศ พัฒนาการของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ โครงสร้างของพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกลไกในกระบวนการยุติธรรมที่ทำหน้าที่เป็นกลไกคุ้มครองและระงับข้อพิพาทเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการแพทย์ขึ้นในสังคม
ประวัติศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและการก่อร่างสร้างตัวของกฎหมายการแพทย์ในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นที่ผูกพันกับบริบททางสังคมและการเมืองในแต่ละยุคสมัย การแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยอย่างชัดเจนเมื่อนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) และนายแพทย์เรย์โนลด์ แซมมวล เฮาส์ (Reynolds Samuel House) เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการนำวิทยาการทางการแพทย์แบบตะวันตกมาเผยแพร่และใช้รักษาประชาชน
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่นำไปสู่การวางรากฐานระบบสาธารณสุขของรัฐเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียอันน่าสลดใจจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ด้วยโรคบิด เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งพระราชดำรัสอันสะเทือนใจที่ว่า แม้แต่พระราชโอรสที่ได้รับการดูแลอย่างดียังต้องทนทุกข์ทรมาน ราษฎรทั่วไปย่อมต้องเผชิญกับความยากลำบากยิ่งกว่า นำไปสู่พระราชดำริให้ก่อสร้าง "โรงศิริราชพยาบาล" ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อเป็นสถานพยาบาลถาวรสำหรับให้บริการรักษาประชาชนทั่วไปโดยไม่เลือกหน้าและไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกที่มีการลงทะเบียนนักเรียนแพทย์อย่างเป็นระบบในปี พ.ศ. 2433 โดยในช่วงแรกยังคงมีการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนโบราณ
ต่อมาในยุคของการยกระดับมาตรฐานการศึกษาทางการแพทย์ รัฐบาลไทยได้รับการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เป็นระยะเวลา 12 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2466-2477 โดยมีสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการประสานงาน ความร่วมมือดังกล่าวนำมาซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตร์ให้ก้าวสู่ระดับปริญญา และการยกระดับมาตรฐานสถาบันทางการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมสากล
ในมิติของนิติบัญญัติ กฎหมายการแพทย์ฉบับแรกของประเทศไทยถูกตราขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) คือ "พระราชบัญญัติการแพทย์ พระพุทธศักราช 2466" กฎหมายฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักของรัฐในการควบคุมการรักษาพยาบาล เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีระเบียบบังคับ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงจากการรักษาโดยผู้ที่ไม่มีความรู้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มี "สภาการแพทย์" สังกัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบ "โรคศิลปะ" ซึ่งในยุคนั้นครอบคลุมทั้งเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การพยาบาล และการผดุงครรภ์
โครงสร้างกฎหมายได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการยกเลิกกฎหมายฉบับเดิมและประกาศใช้ "พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497" ซึ่งเปลี่ยนผ่านอำนาจจากสภาการแพทย์มาสู่ "คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ" จนกระทั่งเมื่อวิชาชีพแพทย์มีพัฒนาการที่ลึกซึ้งและมีบุคลากรจำนวนมากขึ้น จึงได้มีการแยกสาขาเวชกรรมออกจากการเป็นเพียงสาขาหนึ่งของโรคศิลปะ นำไปสู่การตรา "พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511" ซึ่งเป็นการก่อตั้ง "แพทยสภา" ในฐานะนิติบุคคลเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพกำกับดูแลกันเองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการปรับปรุงและพัฒนามาเป็น "พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525" ที่บังคับใช้เป็นแกนหลักมาจนถึงปัจจุบัน
การกำหนดบรรทัดฐานของกฎหมายการแพทย์ไทยมิได้เกิดขึ้นโดยเอกเทศ แต่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากการก่อรูปของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ภายหลังความสูญเสียและโศกนาฏกรรมจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาคมโลกได้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายจากการทดลองทางการแพทย์ของแพทย์นาซีที่กระทำต่อเชลยศึกอย่างไร้มนุษยธรรม เหตุการณ์นี้นำไปสู่การพิจารณาคดีเนิร์นแบร์ก (Nuremberg Trials) และการกำเนิดของ "ประมวลจริยธรรมเนิร์นแบร์ก" (Nuremberg Code 1947) ซึ่งวางรากฐานสำคัญที่สุดประการหนึ่งของกฎหมายการแพทย์ คือ "หลักความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าว" (Informed Consent) อันเป็นการตอกย้ำว่าปัจเจกบุคคลมีสิทธิในร่างกายของตน และการทดลองหรือการรักษาใดๆ จะกระทำมิได้หากปราศจากความยินยอมอย่างเป็นอิสระของผู้ถูกกระทำ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2489 ได้สร้างจุดเปลี่ยนทางความคิดโดยการกำหนดนิยามของ "สุขภาพ" ในธรรมนูญก่อตั้งว่า สุขภาพหมายถึงภาวะแห่งความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม มิใช่เพียงการปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ธรรมนูญของ WHO ยังบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การที่มนุษย์ทุกคนได้รับมาตรฐานทางสุขภาพที่ดีที่สุด ถือเป็นสิทธิพื้นฐานหรือสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม
นอกจากนี้ "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 48 รัฐแรกที่ร่วมรับรองในปี พ.ศ. 2491 ได้ระบุในข้อ 25 (1) ว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตนและครอบครัว ซึ่งรวมถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์และบริการสังคมที่จำเป็น นอกจากนี้ในข้อ 25 (2) ยังเน้นย้ำถึงสิทธิของมารดาและเด็กที่จะได้รับการดูแลรักษาและการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR): สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลโดยตรงต่อกระบวนการยุติธรรมทางการแพทย์ โดยในข้อบทที่ 1 ได้รับรองสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (Self-determination) ซึ่งในบริบททางการแพทย์หมายถึงสิทธิของผู้ป่วยในการตัดสินใจเลือกรับหรือปฏิเสธการรักษา นอกจากนี้ ข้อบทที่ 25 ยังรับรองสิทธิของพลเมืองในการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเสมอภาคและปราศจากการเลือกปฏิบัติ
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR): ข้อ 12 ของกติกานี้ เป็นแกนกลางของแนวคิด "สิทธิด้านสุขภาพ" โดยกำหนดให้รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้ (Highest attainable standard) รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อลดอัตราการตายของทารก ปรับปรุงสุขลักษณะ ป้องกันโรคระบาด และสร้างหลักประกันให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย
ในซีกของวิชาชีพ แพทยสมาคมโลก (World Medical Association: WMA) ได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรที่คอยให้คำแนะนำและสร้างมาตรฐานจริยธรรมควบคู่ไปกับ WHO "คำประกาศแห่งเจนีวา" (Declaration of Geneva) ถือเป็นคำปฏิญาณที่พัฒนามาจาก Hippocratic Oath โดยกำหนดให้แพทย์พึงอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติ ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ป่วยเป็นประการแรก (First Consideration) รักษาความลับของผู้ป่วยแม้ผู้ป่วยจะเสียชีวิตไปแล้ว และยืนหยัดที่จะไม่ใช้ความรู้ทางการแพทย์เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชนแม้จะตกอยู่ภายใต้การข่มขู่
นอกจากนี้ WMA ยังได้ออก "ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิผู้ป่วย" (WMA Declaration on the Rights of the Patient) ซึ่งเริ่มร่างในการประชุมที่กรุงลิสบอน และปรับปรุงที่เกาะบาหลีและกรุงออสโล ปฏิญญาฉบับนี้ครอบคลุมสิทธิสำคัญ 11 ประการ เช่น สิทธิในการรับบริการที่มีคุณภาพ เสรีภาพในการเลือกแพทย์ การตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง สิทธิของผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว การเก็บรักษาข้อมูลความลับ และสิทธิในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้ได้ตกผลึกและส่งอิทธิพลโดยตรงต่อการร่างคำประกาศสิทธิผู้ป่วยของประเทศไทย
การนำหลักการระหว่างประเทศมาบังคับใช้ในประเทศไทย ต้องผ่านการบัญญัติไว้ใน "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดตามโครงสร้างลำดับศักดิ์ของกฎหมาย รัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชน และเป็นพันธะผูกพันให้ฝ่ายบริหารต้องจัดสรรงบประมาณและนโยบายมารองรับ
| ประเด็นการรับรองสิทธิ | รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 | รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 | รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (ฉบับปัจจุบัน) |
|---|---|---|---|
| สิทธิในการรับบริการพื้นฐาน | บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขของรัฐ | บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการที่ "เหมาะสมและได้มาตรฐาน" (มาตรา 51) | บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ (มาตรา 47 วรรคแรก) |
| สิทธิของผู้ยากไร้ | ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย | ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย | บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 47 วรรคสอง) |
| การป้องกันและควบคุมโรค | ได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ | จัดให้มีบริการอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ | บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (มาตรา 47 วรรคสาม) |
| หน้าที่และแนวนโยบายของรัฐ | (ยังมิได้แยกเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐที่ชัดเจนนัก) | ส่งเสริม สนับสนุนระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ (มาตรา 80) | รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ครอบคลุมการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ (มาตรา 55) |
| การพัฒนาและยกระดับคุณภาพ | เน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น | เน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนและชุมชน | รัฐต้องพัฒนาการบริการให้มี "คุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" และสนับสนุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย |
| การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข | ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ | ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ | ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม (มาตรา 258 ช.) |
ตารางเปรียบเทียบข้างต้นแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางความคิดที่ลึกซึ้ง ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 การรับรองสิทธิมุ่งเน้นไปที่การ "เข้าถึง" บริการอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนผู้เข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับปัญหาปริมาณงาน (Workload) ที่ล้นหลามเกินกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณภาพของการบริการ
ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงมีการปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ โดยนอกจากจะคงไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าถึงแล้ว ยังได้เพิ่มบทบัญญัติในส่วน "หน้าที่ของรัฐ" (มาตรา 55) ที่บังคับให้รัฐต้องพัฒนาการบริการให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน "สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" สอดคล้องกับหลักการ "Highest attainable standard" ของ ICESCR นอกจากนี้ ยังได้บรรจุเรื่องการปฏิรูปประเทศ (มาตรา 258 ช.) ที่บังคับให้รัฐต้องสร้าง "ระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว" เพื่อเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการตั้งรับรักษาโรคที่โรงพยาบาลศูนย์ มาเป็นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในสถานพยาบาลระดับสูงได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้หลักการของรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราพระราชบัญญัติหลายฉบับเพื่อเป็นกลไกในการบริหารจัดการระบบสุขภาพ โดยมีโครงสร้างที่แบ่งแยกการกำกับดูแลออกเป็นสองส่วนหลัก คือ การกำกับดูแล "บุคคล" (ผู้ประกอบวิชาชีพ) และการกำกับดูแล "สถานที่" (สถานพยาบาล)
"วิชาชีพ" (Profession) มีลักษณะแตกต่างจากอาชีพทั่วไปตรงที่เป็นกิจการที่อาศัยความรู้ชั้นสูง ต้องผ่านการศึกษาอบรมอย่างเป็นระบบ และมีลักษณะผูกขาดโดยมีองค์กรวิชาชีพควบคุมกันเองเพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชน ตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 "ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม" หมายถึง บุคคลที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากแพทยสภา โดยมีขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ครอบคลุมการตรวจโรค การวินิจฉัย การบำบัด การป้องกัน การผดุงครรภ์ การทำศัลยกรรม การใช้รังสี การฉีดยา และการสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่างกายมนุษย์
การกระทำเหล่านี้โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการละเมิดต่อร่างกายและสิทธิเสรีภาพของผู้ป่วย (เช่น การใช้มีดกรีดร่างกาย) แต่กฎหมายอาญายกเว้นความผิดให้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำเป็นผู้มีใบอนุญาตและได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ กฎหมายจึงบัญญัติให้มี แพทยสภา ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่รับขึ้นทะเบียน ออกใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต รับรองหลักสูตรแพทยศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือ ควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม หากแพทย์ประพฤติผิดจริยธรรม ผู้ได้รับความเสียหายหรือบุคคลทั่วไปย่อมมีสิทธิกล่าวหาหรือกล่าวโทษต่อแพทยสภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยได้
นอกเหนือจากวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ยังมีวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขซึ่งถูกกำกับดูแลภายใต้สภาวิชาชีพของตนเอง เช่น สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา หรือหากเป็นสาขาที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ จะถูกควบคุมโดย พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ซึ่งครอบคลุมการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ กิจกรรมบำบัด รังสีเทคนิค และอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่สัมผัสกับผู้ป่วยทุกคนได้มาตรฐาน
ในขณะที่กฎหมายวิชาชีพควบคุมตัวบุคคล พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2555 และ พ.ศ. 2559) ได้ถูกตราขึ้นเพื่อควบคุมสถานที่ให้บริการ โดยนิยาม "สถานพยาบาล" ว่าหมายถึง สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะที่จัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะ วิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การพยาบาล หรือวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกระทำเป็นปกติธุระ กฎหมายฉบับนี้แยกสถานพยาบาลออกเป็นสองประเภทหลัก คือ สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (โรงพยาบาล) และประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (คลินิก)
| ประเภทคลินิก (สถานพยาบาลไม่รับค้างคืน) | ผู้ดำเนินการ/ผู้ให้บริการตามกฎหมาย |
|---|---|
| คลินิกเวชกรรม | ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (แพทย์) |
| คลินิกทันตกรรม | ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม (ทันตแพทย์) |
| คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ | ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง |
| คลินิกกายภาพบำบัด | ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด |
| คลินิกเทคนิคการแพทย์ | ผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ |
| คลินิกการแพทย์แผนไทย | ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย / ประยุกต์ |
| คลินิกเฉพาะทาง | ผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับวุฒิบัตร/อนุมัติบัตรจากสภาวิชาชีพนั้นๆ |
| สหคลินิก | ผู้ประกอบวิชาชีพหรือโรคศิลปะตั้งแต่สองลักษณะขึ้นไป |
ทั้งนี้ สถานพยาบาลของรัฐ (เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือสภากาชาดไทย) ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วย ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ได้มีความพยายามในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถานพยาบาล (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) เข้าสู่รัฐสภา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์และสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าเป็นกรรมการสถานพยาบาล เพื่อสร้างกลไกในการกำกับดูแลและควบคุมอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และเวชภัณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชน ป้องกันการกำหนดราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของกฎหมายที่ตอบสนองต่อปัญหาทางเศรษฐกิจในระบบสุขภาพ
การแปลเจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยกลไกของนโยบายรัฐ ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยมีวิวัฒนาการที่ยาวนานและสะท้อนถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้อย่างชัดเจน
ยุคสังคมสงเคราะห์และบัตรผู้มีรายได้น้อย (ยุคก่อน พ.ศ. 2544): ในอดีต รัฐบาลได้จัดตั้งนโยบายสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยหรือที่เรียกกันว่า "ผู้ป่วยอนาถา" ผ่านบัตร สปร. (พ.ศ. 2518) ซึ่งแม้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา แต่กลับสร้างตราบาปทางสังคม (Stigma) และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในขณะเดียวกัน รัฐได้จัดตั้งระบบสวัสดิการข้าราชการ (พ.ศ. 2523) เพื่อเป็นแรงจูงใจในการรักษากำลังคนในภาครัฐ และมีการพัฒนาระบบประกันสังคม (พ.ศ. 2533) สำหรับกลุ่มลูกจ้างในภาคเอกชน
ยุคหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (พ.ศ. 2544 - ปัจจุบัน): ความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อมีการผลักดันนโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" หรือโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นำไปสู่การจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นโยบายนี้ทำให้ประชาชนกลุ่มที่อยู่นอกเหนือระบบสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม (เช่น แรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ เกษตรกร) สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ความท้าทายและการปรับตัว: นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าส่งผลให้ปริมาณผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในช่วงแรกระบบต้องเผชิญกับวิกฤตความขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากร ทำให้เกิดข้อวิจารณ์ด้านคุณภาพ นำไปสู่ภาระงานที่หนักหน่วงของแพทย์ (Workload) และความเสี่ยงต่อความผิดพลาดทางการแพทย์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป รัฐได้ปรับตัวโดยการเพิ่มงบประมาณรายหัว การผลิตแพทย์เพิ่มสู่ภูมิภาค และท้ายที่สุดคือนโยบายการสร้าง "ระบบสุขภาพปฐมภูมิ" ในรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อดักจับโรคและดูแลสุขภาพในระดับชุมชนก่อนที่จะป่วยหนัก
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่เข้ามาปฏิรูปแนวคิดด้านสิทธิผู้ป่วยของไทยอย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายฉบับนี้มิได้มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับการสงเคราะห์ แต่เป็นผู้มีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางการแพทย์อย่างเต็มเปี่ยม
มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า ข้อมูลสุขภาพของบุคคลถือเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายมิได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ต้องเปิดเผย สิทธินี้สอดรับกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 ที่กำหนดโทษจำคุกและปรับสำหรับแพทย์ พยาบาล หรือผู้ช่วยที่เปิดเผยความลับของผู้ป่วยที่ตนได้ล่วงรู้มาจากการประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้สร้างข้อยกเว้นไว้ในมาตรา 10 ว่าหากมีกรณีที่เกิดโรคระบาดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยรวม หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและประโยชน์สาธารณะ
มาตรา 8 บัญญัติว่า ในการให้บริการสาธารณสุข บุคลากรต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องให้ผู้รับบริการทราบ "อย่างเพียงพอ" เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะรับหรือปฏิเสธบริการ หลักการ Self-determination นี้กำหนดว่าหากผู้ป่วยปฏิเสธ ย่อมไม่อาจบังคับรักษาได้ เว้นแต่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตและจำเป็นต้องช่วยเหลือเร่งด่วน หรือผู้ป่วยไม่อยู่ในฐานะที่จะรับทราบข้อมูลได้ และไม่สามารถติดต่อผู้แทนโดยชอบธรรมได้ ในทางกลับกัน กฎหมายก็ปกป้องแพทย์โดยระบุว่า หากเกิดความเสียหายเพราะผู้ป่วยปกปิดข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ควรแจ้ง หรือแจ้งข้อมูลเท็จ แพทย์ย่อมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น เว้นแต่แพทย์จะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ในอดีต การที่วิทยาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าทำให้สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ แม้ร่างกายจะหมดสภาพแล้วก็ตาม มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ จึงเปิดโอกาสให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย การรับรองสิทธินี้ช่วยให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ และที่สำคัญคือกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า "เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพได้ปฏิบัติตามเจตนานั้นแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง" อันเป็นเกราะคุ้มครองทางกฎหมายแก่แพทย์
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการ สภาวิชาชีพด้านสุขภาพทั้ง 6 แห่ง (แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด) และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ ได้ร่วมกันออก "คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย" ฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558
คำประกาศนี้สะท้อนมาตรฐานของแพทยสมาคมโลก (WMA) โดยรับรองสิทธิพื้นฐาน 9 ประการ ได้แก่:
ความโดดเด่นของคำประกาศปี พ.ศ. 2558 คือการเพิ่ม "ข้อพึงปฏิบัติ" เพื่อสร้างความตระหนักว่าการแพทย์ไม่ใช่เวทมนตร์และมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี การรักษาจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้ป่วยให้ความร่วมมือ ข้อพึงปฏิบัติที่สำคัญมีดังนี้ :
วิชาชีพเวชกรรมเป็นวิชาชีพที่ได้รับการยกเว้นความผิดทางอาญาในการกระทำต่อร่างกายมนุษย์ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องกระทำไปตาม "มาตรฐานวิชาชีพ" พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 31 บังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องรักษาจริยธรรมตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา
ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ได้วางเกณฑ์การประเมินมาตรฐานที่สำคัญที่สุดไว้ว่า "ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่" ถ้อยคำทางกฎหมายนี้บ่งชี้ว่า การพิจารณาความผิดพลาดของแพทย์จะไม่ใช้มาตรฐานเดียวแบบเหมารวม (Absolute Standard) แต่จะพิจารณาจากบริบทแวดล้อม (Relative Standard) เช่น ความพร้อมของเครื่องมือในโรงพยาบาลชุมชนย่อมไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ได้ หากแพทย์ได้ใช้ความระมัดระวังเทียบเท่ากับแพทย์ทั่วไปในสภาวการณ์เดียวกันแล้ว ย่อมถือว่าไม่ได้ประมาทเลินเล่อและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการรักษาหรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ กระบวนการยุติธรรมจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกระงับข้อพิพาท ซึ่งมีช่องทางหลักดังนี้ :
เป็นการฟ้องร้องระหว่างเอกชนกับเอกชน (ผู้ป่วยฟ้องแพทย์หรือโรงพยาบาลเอกชน) โดยอาศัยฐานความผิดเรื่องการทำ "ละเมิด" หรือการผิดสัญญาการให้บริการ เป้าหมายหลักคือการเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดชดใช้ "ค่าสินไหมทดแทน" ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าเสียหายทางตรง (เช่น ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม ค่าเดินทาง) และค่าเสียหายทางอ้อม (เช่น ค่าขาดไร้อุปการะในกรณีที่หัวหน้าครอบครัวหรือมารดาเสียชีวิต) ในระบบนี้ ผู้กล่าวอ้างต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causation) ระหว่างการกระทำของแพทย์และความเสียหายที่เกิดขึ้น
การฟ้องร้องคดีอาญามุ่งเน้นไปที่การลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่คุ้มครองชีวิตและร่างกาย เช่น ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา 291) หรือทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295) กระบวนการนี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา เพราะมีโทษถึงจำคุก อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวด โดยยึดหลัก "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด" (Presumption of Innocence) โจทก์หรือพนักงานอัยการมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานจน "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" (Beyond Reasonable Doubt) หากศาลยังมีข้อสงสัย จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย
นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการต่อสู้คดี ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี กฎหมายบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้ก่อนเริ่มการสอบสวนเสมอ สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกทั่วไป หากผู้ต้องหาไม่มีทนายและมีความต้องการ รัฐก็จะจัดหาทนายความอาสาให้ โดยมีการกำหนดอัตราค่าตอบแทนทนายความไว้อย่างชัดเจน (เช่น คดีโทษประหารชีวิต ทนายได้ 2,000 บาท, โทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป ทนายได้ 1,500 บาท เป็นต้น)
ในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ในสังกัดหน่วยงานของรัฐ (โรงพยาบาลรัฐ) ผู้ป่วยจะไม่สามารถฟ้องร้องแพทย์ผู้กระทำผิดเป็นคดีแพ่งได้โดยตรง แต่จะต้องใช้กลไกตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยผู้ป่วยจะต้องฟ้อง "หน่วยงานของรัฐ" (เช่น กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายแทน หากศาลปกครองวินิจฉัยว่าหน่วยงานต้องชดใช้ หน่วยงานรัฐจึงจะไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อไล่เบี้ยเอาจากแพทย์ผู้นั้นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดว่ารัฐจะไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่กระทำการนั้นด้วยความจงใจหรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" เท่านั้น กลไกนี้จึงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชั้นแรกให้แก่แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่
แม้จะมีกลไกทางกฎหมายรองรับ แต่แนวโน้มการฟ้องร้องคดีอาญาต่อแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ก่อให้เกิดปัญหา "การแพทย์แบบป้องกันตัว" (Defensive Medicine) กล่าวคือ แพทย์เลือกที่จะไม่รักษาเคสที่มีความเสี่ยงสูง หรือสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมากเกินความจำเป็นเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบสาธารณสุข จึงเคยมีความพยายามในการผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข" เพื่อจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายตามระบบ No-fault compensation (การชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด) เพื่อใช้เป็นกันชน (Buffer) ลดการปะทะกันโดยตรงระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไปเนื่องจากความกังวลของบุคลากรทางการแพทย์ในมิติของการถูกตั้งกรรมการสอบสวนและผลกระทบต่อประวัติการทำงาน
ความก้าวหน้าของกฎหมายการแพทย์ไทย ยังสะท้อนให้เห็นจากการขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่มเปราะบางที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง:
ผู้ป่วยจิตเวชและนิติเวชจิตเวช: ในอดีต งานนิติเวชจิตเวชเป็นเพียงการให้บริการ "เชิงรับ" โดยจิตแพทย์มีหน้าที่ประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้กระทำผิดเพื่อรายงานต่อศาลเท่านั้น แต่การตรา พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่การคุ้มครองสิทธิแบบ "เชิงรุก" (Active Right Protection) กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายคุ้มครองศักดิ์ศรีของผู้ป่วยจิตเวช ป้องกันการถูกเลือกปฏิบัติ และเปลี่ยนบทบาทของจิตแพทย์จากการเป็นเพียงเครื่องมือของศาล มาเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ (Advocacy) ให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับความเป็นธรรมและเข้าถึงการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมในสังคม
คนพิการและผู้ทุพพลภาพ: ภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาสากล CRPD รัฐมีหน้าที่จัดตั้งกลไกคุ้มครองทางสังคม เช่น กองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิต โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน และศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ เพื่อให้คนพิการสามารถดำเนินชีวิต เข้าถึงบริการสุขภาพ และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างพึ่งพาตนเองและมีศักดิ์ศรี
ระบบกฎหมายและสาธารณสุขไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความท้าทายในยุคใหม่ การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 (ช่วงปลายปี พ.ศ. 2568) ได้สะท้อนถึงวาระเชิงรุกที่กฎหมายและนโยบายสาธารณสุขต้องเผชิญ โดยมีการผ่านมติ 5 นโยบายสาธารณะที่ครอบคลุมมิติใหม่ๆ ของระบบสุขภาพ ได้แก่ :
กฎหมายการแพทย์ในประเทศไทยได้ผ่านวิวัฒนาการอันยาวนานจากการใช้กลไกการแพทย์แบบดั้งเดิม ไปสู่การบูรณาการองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนสากล กฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานขององค์การอนามัยโลกได้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกทางความคิดที่ก่อร่างสร้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายระดับพระราชบัญญัติต่างๆ นำมาซึ่งความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงเสรีภาพในร่างกาย สิทธิในการรับทราบข้อมูล สิทธิความเป็นส่วนตัว และสิทธิในการทำหนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้ายของชีวิต
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างของกฎหมายยังได้วางกลไกอันรัดกุมผ่านพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมและแพทยสภา เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานจริยธรรมของบุคลากรทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติสถานพยาบาลที่ทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพการบริการ การรักษาสมดุลระหว่าง "สิทธิของผู้ป่วย" และ "กรอบการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์" ยังคงเป็นความท้าทายหลักในกระบวนการยุติธรรม ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
ด้วยพลวัตของสังคม วิวัฒนาการทางการแพทย์ และปัญหาความขัดแย้งที่ทวีความซับซ้อน ทิศทางของกฎหมายสาธารณสุขไทยจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างการมีส่วนร่วม การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ และการสร้างความตระหนักรู้ใน "ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย" เพื่อเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์จากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ไปสู่การเป็นพันธมิตรในการดูแลสุขภาพ (Health Partnership) อย่างแท้จริง การทำความเข้าใจโครงสร้างและสาระสำคัญของกฎหมายการแพทย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า มั่นคง และสามารถคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืน